จังหวัดกาญจนบุรีมีเนื้อที่ประมาณ 12 ล้านไร่ซึ่งถือว่าเป็นจังหวัดที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ รองจากจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดเชียงใหม่ มีด้วยกันทั้งหมด 13 อำเภอ เป็นจังหวัดที่แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นน้ำตก ถ้ำ แม่น้ำ ภูเขา แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ วัด และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าให้นึกถึงแหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงที่ได้ทั้งธรรมชาติอันสมบูรณ์ สถาปัตยกรรม ศาสนา วัฒนธรรม จังหวัดกาญจนบุรีคือจังหวัดแรกที่คนนึกถึง

จังหวัดกาญจนบุรีคือดินแดนแห่งธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริง ผืนป่า พรรณไม้ ถ้ำ น้ำตก และประเพณีวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนหลากเชื้อชาติที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออารี ทั้งไทย พม่า มอญ ปากะญอ (กะเหรี่ยง) ฯลฯ ยิ่งไปกว่านั้นจังหวัดกาญจนบุรีก็ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีอนุสรณสถานหลายแห่งปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐาน เช่น สะพานข้ามแม่น้ำแคว สุสานทหารสัมพันธมิตร พิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาด ฯลฯ

ปราสาทเมืองสิงห์ ( อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ )

kanchanaburi

ปราสาทเมืองสิงห์ ( อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ ) มีอายุกว่า 800 ปี เป็นศาสนสถานโบราณ สร้างด้วยศิลปะขอมแบบบายนแห่งเดียวในภาคตะวันตกของประเทศไทย ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำแควน้อยทางทิศเหนือในเขตตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ที่แวดล้อมไปด้วยทิวเขาเป็นแนวยาวโดยรอบลักษณะผังเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กำแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลง ส่วนกว้างของเมืองยาวประมาณ 850 เมตร และกำแพงสูง 7 เมตร มีประตูเข้าออก 4 ด้าน มีคูน้ำคันดินล้อมรอบภายในเมืองมีสระน้ำ 6 สระ

โบสถ์แสตนเลส วัดป่าลำขาแข้ง

kanchanaburi0

โบสถ์แสตนเลส วัดป่าลำขาแข้ง อ.ศรีสวัสดิ์ แหล่งท่องเที่ยว UNSEEN แห่งใหม่ ที่สร้างสรรค์จากแรงศรัทธาในพระพุทธศาสนา ที่ช่วยกันบริจาคสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสทรงเจริญพระชนพรรษาครบ 80 พรรษา จนก่อเกิดเป็นพระอุโบสถแสตนเลสหนึ่งเดียวในโลก นอกจากนี้ภายในวัดก็ยังมีพระพุทธรูปแสตนเลสขนาดใหญ่ที่ฉลุลายไทยอันวิจิตรงดงาม โบสถ์แสตนเลส วัดป่าลำขาแข้ง นั้นตั้งอยู่กลางน้ำทางตอนบนสุดของทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ ดังนั้นวิธีเดียวที่จะเดินทางไปยังวัดแห่งนี้คือการนั่งเรือหางยาวไปเท่านั้น

สะพานมอญ

kanchanaburi1

สะพานมอญ หรือ สะพานอุตตมานุสรณ์ เป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และยาวเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็งในพม่า สร้างขึ้นเพื่อข้ามลำน้ำซองกาเลีย โดยสะพานมอญนี้สร้างขึ้นโดยดำริของ หลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งนับว่าเป็นสะพานแห่งศรัทธา ที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของชุมชนที่อาศัยอยู่ในสังขละบุรี การเที่ยวชมสะพานมอญนั้นควรมาตั้งแต่เช้า โดยเฉพาะช่วงเวลา 6.00 – 7.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่จะได้เห็นวิถีชีวิตชาวมอญ ใส่บาตรพระทุกเช้าและหากนักท่องเที่ยวต้องการใส่บาตร แวะชิมขนมจีนน้ำยาหยวกกล้วย ที่เป็นอาหารพื้นบ้านชาวมอญ และสิ่งที่ห้ามพลาดอีกอย่างหนึ่งก็คือการได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับสะพานสะพานมอญที่เสมือนเป็นสายใยวัฒนธรรมของชาวมอญและไทยในดินแดนแห่งนี้

เมืองบาดาล

kanchanaburi2

เมืองบาดาล หรือ วัดวังก์วิเวการามหลังเก่า โบสถ์เก่าแห่งนี้เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยว UNSEEN ของไทยที่มีชื่อเสียงทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ตั้งอยู่ที่ ต. หนองลู อ. สังขละบุรี เป็นวัดใต้น้ำหรือวัดจมน้ำ เป็นสถานที่เล่าขานถึงตำนานความเป็นมาของวัดหลวงพ่ออุตตมะ เป็นวัดที่เกิดจากพลังความเลื่อมใสศรัทธาต่อหลวงพ่ออุตตมะ

เมืองบาดาลตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า สามประสบ คือบริเวณเนินที่มีแม่น้ำ 3 สายมาบรรจบกัน คือ แม่น้ำบิคลี่ ซองกาเลีย และรันตี มารวมกันเป็นแม่น้ำแควน้อย ช่วงเดือนที่เหมาะจะมาดูโบสถ์เก่ามากที่สุดคือช่วงเดือน มีนาคม – เมษายน เพราะเป็นช่วงหน้าแล้ง จะสามารถเดินเข้าไปชมโบสถ์เก่าได้อย่างใกล้ชิด

สะพานข้ามแม่น้ำแคว

kanchanaburi3

สะพานข้ามแม่น้ำแคว ถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาญจนบุรีและเป็นไฮไลท์ที่ในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยเดินทางมาเยี่ยมชมมากที่สุด สะพานข้ามแม่น้ำแควนั้นตั้งอยู่ในเมืองกาญจนบุรี บริเวณสถานีรถไฟสะพานแควใหญ่ สะพานมีความยาวประมาณ 300 เมตรนักท่องเที่ยวสามารถเดินข้ามสะพานเพื่อชมอีกฟากฝั่งของสะพานได้หรือจะใช้บริการรถราง (Fairmong) คนละ 20 บาทก็ได้เช่นกัน

สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นสะพานสายประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพญี่ปุ่นได้เกณฑ์ทั้งเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อสร้างสะพานนี้ขึ้นมา ปัจจุบันยกย่องให้สะพานข้ามแม่น้ำแควนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ

สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก

kanchanaburi4

สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก หรือ สุสานสหประชาชาติ เป็นสุสานขนาดใหญ่บนพื้นที่ 17 ไร่ ตั้งอยู่บนถนนแสงชูโต อ. เมือง เยื้องๆ กับสถานีรถไฟกาญจนบุรี เป็นอนุสรณ์สถานฝังศพเชลยศึกที่เสียชีวิตระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะ มีหลุมศพทั้งหมด 6,982 หลุม ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “ป่าช้าอังกฤษ ” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสุสานนี้มีเฉพาะศพชาวอังกฤษ ยังมีเชลยศึกจากประเทศอื่นๆ ด้วยเช่น อเมริกา เนเธอร์แลนด์ และออสเตรเลียด้วย เปิดให้เข้าชมทุกวัน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพื่อรำลึกถึงผู้ที่สูญเสียในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บรรยากาศในสุสานนั้นเงียบสงบและร่มรื่น ภายในได้รับการตกแต่งไว้อย่างเป็นระเบียบสวยงามด้วยต้นไม้และดอกไม้ประดับ เหนือหลุมฝังศพทุกหลุมจะมีแผ่นทองเหลืองจารึก ชื่อ อายุ และประเทศของผู้เสียชีวิต โดยบรรทัดสุดท้ายเป็นคำไว้อาลัยที่โศกเศร้า ในทุกปีจะมีวันที่รำลึกถึงผู้เสียชีวิตเฉพาะของคนชาติต่างๆ

วัดถ้ำเสือ

kanchanaburi6

วัดถ้ำเสือ ตั้งอยู่บนเนินเขา ใน ต. ม่วงชุม อ. ท่าม่วง เป็นวัดที่มีพระองค์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี พระเจดีย์ที่มีความสวยสดงดงามโดดเด่นสามารถมองเห็นได้จากในระยะไกล เปิดให้แวะเยี่ยมชมวัดได้ทุกวัน นักท่องเที่ยวสามารถแวะสักการะพระบรมสารีริกธาตุภายในพระเจดีย์เกศแก้วปราสาท และนมัสการหลวงพ่อชินประทานพร

การขึ้นไปเพื่อนมัสการหลวงพ่อชินประทานพรและพระเจดีย์เกศแก้วปราสาทนั้นต้องเดินขึ้นบันไดนาคจำนวน 157 ขั้นหรือนั่งรถรางขึ้นไป บนพระเจดีย์เกศแก้วปราสาทนั้นคุณยังสามารถชมวิวทิวทัศน์ได้แบบพาโนรามา 360 องศา วิวด้านหน้าวัดจะเห็นแม่น้ำแม่กลอง ด้านหลังเป็นท้องทุ่งนากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ส่วนด้านข้างติดกับองค์พระเจดีย์เป็นเก๋งจีนของวัดถ้ำเขาน้อย

ต้นไม้จามจุรียักษ์

kanchanaburi8
ต้นไม้จามจุรียักษ์ หรือก้ามปูยักษ์อายุเกิน 100 ปี ขนาด 10 คนโอบ เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดกาญจนบุรี ยิ่งถ้าหากไปในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม ด้วยแล้วจะได้เห็นดอกของต้นจามจุรีสีชมพูกำลังบานสะพรั่งอยู่เต็มต้นซึ่งความงดงามไม่ได้ต่างไปจากดอกพญาเสือโคร่ง จ.เชียงใหม่เลย ต้นไม้จามจุรียักษ์ ตั้งอยู่ที่บ้านกสิกรรม หมู่ที่ 5 ต.เกาะสำโรง อ.เมือง ไม่มีค่าเข้าชม เปิดตั้งแต่ 06.00 – 18.00 น. ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของกองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 1 กรมการสัตว์ทหารบก ไม่ว่าใครได้มาเห็นก็ต้องตะลึงกับความใหญ่โตมโหฬารของต้นไม้ยักษ์ต้นนี้กันทุกคน ทรงพุ่มแผ่กิ่งก้าน สาขาใหญ่โตสวยงามร่มรื่นมีขนาดเส้นรอบวงลำต้น 7.83 เมตร และมีพื้นที่ของกิ่งก้านที่ปกคลุมทั้งหมดประมาณ 1 ไร่เศษ ซึ่งหาชมได้ยากในปัจจุบัน

น้ำตกไทรโยคใหญ่

kanchanaburi9

น้ำตกไทรโยคใหญ่ ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติไทรโยค เมื่อปี พ.ศ. 2420 สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพา และลงสรงน้ำในลำธารของน้ำตกไทรโยคใหญ่มาแล้ว น้ำตกไทรโยคใหญ่ เป็นน้ำตกที่มีความแปลกไม่เหมือนกับน้ำตกอื่นๆ เพราะด้านหน้าของน้ำตกอยู่บนแม่น้ำแควน้อย ที่ไหลลงมาจากหน้าผาสูงเกือบ 10 เมตร จุดที่สามารถชมวิวน้ำตกได้เป็นอย่างดีคือบนสะพานแขวนไทรโยค หากต้องการชมน้ำตกอย่างใกล้ชิดละก็ ต้องนั่งเรือล่องอยู่บนลำน้ำแควน้อย หรือล่องไปกับแพ

น้ำตกเอราวัณ

kanchanaburi10

น้ำตกเอราวัณ เป็นน้ำตกที่ใหญ่และสวยงาม บนฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเอราวัณ อ. ศรีสวัสดิ์ เป็นน้ำตกที่มีระยะทางยาวประมาณ 1,500 เมตร ติดต่อกัน  ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 600 ตารางกิโลเมตร อยู่บนทางหลวงหมายเลข 3199 ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับทางไปเขื่อนศรีนครินทร์ มีด้วยกันทั้งหมด 7 ชั้น ที่ในแต่ละชั้นก็มีความสวยงามแต่แตกต่างกันออกไป  มีความสวยงามอยู่ท่ามกลางป่าธรรมชาติ ที่อยู่ท่ามกลางแมกไม้นานาพันธ์

น้ำตกเอราวัณมีลักษณะสวยงามเป็นพิเศษ ตรงที่สีของน้ำจะเป็นสีฟ้าใส เหมือนกับน้ำในสระว่ายน้ำ เนื่องจากเป็นน้ำที่ผ่านมาจากเขาหินปูน ที่มีแคลเซียมคาร์บอเนตสูง มีคุณสมบัติทำให้สารแขวนลอยตกตะกอนจึงทำให้น้ำของน้ำตกแห่งนี้เป็นสีฟ้าใสเป็นพิเศษนั่นเอง

น้ำตกเอราวัณมีด้วยกันทั้งหมด 7 ชั้น แต่ละชั้นมีชื่อเรียกที่คล้องจองกันตั้งแต่ชั้นแรกเป็นจนถึงชั้นเจ็ด คือ “ไหลคืนรัง วังมัจฉา ผาน้ำตก อกนางผีเสื้อ เบื่อไม่ลง ดงพฤกษา ภูผาเอราวัณ”
และที่มาของชื่อน้ำตกเอราวัณนั้นอยู่ที่ชั้นเจ็ด ชั้นบนสุด เพราะรูปร่างของผาเวลามองดูแล้วมีลักษณะคล้ายกับหัวช้างสามเศียรเอราวัณ จนเป็นที่มาของชื่อน้ำตกเอราวัณนั่นเอง

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น

kanchanaburi11

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น หรือ น้ำตกห้วยขมิ้น เป็นหนึ่งในน้ำตกที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ ต. กระดาน อ. ศรีสวัสดิ์ ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นมีสภาพสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ทั่วทั้งบริเวณของน้ำตกร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้ป่านานาชนิด ม่านน้ำตกที่ไหลลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นเล็กชั้นน้อย บรรยากาศที่รายล้อมไปด้วยป่าเขาและต้นไม้นานาพันธุ์ที่มีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ น้ำตกไหลมาจากต้นน้ำของเทือกเขากะลาซึ่งเป็นป่าดิบเขาแล้ง ทางทิศตะวันออกของอุทยานฯ ไหลผ่านลงมายังชั้นหินปูนที่ละลายปนมากับน้ำ ลดหลั่นกันเป็นขั้นบันไดธรรมชาติจนเกิดเป็นชั้นน้ำตกที่สวยงาม

น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นมีด้วยกัน 7 ชั้น มีชื่อเรียกตั้งแต่ชั้นแรกถึงชั้นเจ็ด คือ “ดงว่าน ม่านขมิ้น วังหน้าผา ฉัตรแก้ว ไหลจนหลง ดงผีเสื้อ ร่มเกล้า” นักท่องเที่ยวสามารถมานอนค้างแรมที่นี่ได้ โดยมีสถานที่สำหรับกางเต็นท์ อยู่ที่บริเวณชั้น 4 เป็นชั้นที่มีความสวยงามมากที่สุดชั้นหนึ่งและยังสามารถมองเห็นวิวของอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ออกไปไม่ไกลนัก  เป็นจุดที่สามารถชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม น้ำตกในแต่ละชั้นมีความสูงและความงดงามต่างกันไป ทางอุทยานฯได้ทำเส้นทางเดินไว้สำหรับขึ้นไปชมน้ำตกแต่ละชั้นและเพื่อเป็นเส้นทางเดินศึกษา ธรรมชาติ เป็นน้ำตกที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี

Share On Facebook
Share On Twitter
Share On Google Plus