วันว่างของสองสาวโสดเพื่อนซี้ มักจะเต็มไปด้วยกิจกรรมมากมายเพื่อคลายเหงา ไม่เว้นแม้แต่เสาร์-อาทิตย์ที่กำลังจะมาถึง เพื่อนสาววัยสามสิบต้นๆ ก็เกิดอาการครั่นเนื้อครั่นขา อยากถีบจักรยาน ออกกำลังกายท่ามกลางขุนเขาสถานที่แรกที่เราคิดถึง จึงเป็นที่นี่ “กาญจนบุรี”

การเดินทางไปกาญจนบุรีในครั้งนี้สองสาวโสดก็ตัดสินใจที่จะลองแบกจักรยานขึ้นรถไฟกันไปสักครั้ง เลยตื่นแต่ไก่โห่ ปั่นจักรยานมาจอดที่สถานีธนบุรี ซึ่งเป็นสถานีต้นสายสำหรับเส้นทางธนบุรี-น้ำตก นับว่าอาจหาญกันพอสมควรสำหรับนักปั่นมือใหม่ที่คิดจะเดินทางไปปั่นทางไกลถึงกาญจนบุรี โดยไม่มีอุปกรณ์จักรยานใดๆ เลย แต่การเดินทางทุกครั้งมักพบมิตรใหม่ๆ ที่ดีเสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกันเราเจอกลุ่มนักปั่นธนบุรีไบค์ 3 คนที่ตั้งใจแบกจักรยานไปสำรวจเส้นทางการปั่นใหม่ๆ ที่กาญจนบุรีเช่นกัน เราเลยมีเพื่อนร่วมเดินทางเพิ่มขึ้นด้วยความยินดี

การเดินทางไปกาญจนบุรีด้วยรถไฟไทย ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมพิเศษ ที่ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ หลายอย่าง ค่าตัวจักรยานที่จะเดินทางไปกาญจนบุรีสนนราคาอยู่ที่คันละ 90 บาท ผู้คนที่มาพร้อมจักรยานจะไปรวมตัวกันอยู่ที่ตู้เฉพาะ ที่สามารถวางจักรยานได้นับสิบคัน ส่วนบรรดาเจ้าของจักรยานก็จะจับจองที่นั่งตามอัธยาศัย เสน่ห์ของการเดินทางไปกาญจนบุรีด้วยรถไฟคือการสัมผัสวิถีชีวิตของผู้คนแบบจังหวะช้าๆ ประกอบกับวิวสองข้างทางที่มิได้ปรุงแต่ง และข้าวปลาอาหารราคาถูกที่เดินขายให้เราได้ลิ้มลองตลอดการเดินทาง รถไฟที่เดินทางสู่กาญจนบุรีจึงดูมีชีวิตชีวาตลอดสาย

การเดินทางไปกาญจนบุรีด้วยรถไฟสิ้นสุดเมื่อถึงสถานีสะพานแควใหญ่ต่างก็ช่วยกันแบกจักรยานลง เพื่อหามุมถ่ายรูปกับสะพานข้ามแม่น้ำแคว ว่าครั้งหนึ่งสาวโสดวัยสามสิบก็สามารถพาจักรยานขึ้นรถไฟเดินทางไปกาญจนบุรีได้สำเร็จ ถ่ายภาพเก็บความทรงจำเรียบร้อย นักปั่นกลุ่มธนบุรีไบค์ก็ช่วยกันตรวจสอบยางให้พวกเราก่อนจะแยกย้ายกันไปด้วยรอยยิ้มพวกเราขึ้นอาน ปั่นจักรยานไปตามเส้นทางถนนแม่น้ำแควใหญ่ ไม่ไกลจากสะพานข้ามแม่น้ำแคว เราก็เลี้ยวขวาเข้าซอยกัมพูชา มุ่งตรงสู่ Sugar Cane Guest House 2 เกสท์เฮ้าท์ราคาเป็นกันเอง วิวดีติดริมแม่น้ำเรานั่งพักชิวๆ ที่เกสท์เฮ้าท์กันครู่ใหญ่ ก็คว้าจักรยานออกเดินทางไปสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ใกล้ๆ กันก็มีจุดให้ถ่ายรูปมากมาย ทั้งกำแพงเมืองเก่า หรือตัวอักษรคำว่ากาญจนบุรีขนาดยักษ์ ที่จัดทำขึ้นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ที่ชอบถ่ายรูปกับป้ายสถานที่โดยเฉพาะ

ขากลับปั่นจักรยานเข้าทางถนนปากแพรก สองข้างทางมีตึก-อาคารเก่าให้ได้สัมผัสวิถีของชุมชน ไม่นานก็สะดุดกับร้านกาแฟน่านั่งชื่อว่า “ฮั้วฮง” บรรยากาศร้านดูสวยคลาสสิค ภายในร้านประดับด้วยของเก่า และมุมน่ารักๆ ให้เราสองคนได้ถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน ส่วนพี่สาวเจ้าของร้านก็ออกมาขอถ่ายรูปกับจักรยานวินเทจของพวกเรา เรียกว่าบรรยากาศน่ารักทั้งคนทั้งร้านเลยทีเดียว จากร้านกาแฟฮั้วฮง เราก็เดินทางไปต่อที่สุสานทหารสัมพันธมิตร (ดอนรัก) อีกหนึ่งจุดประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นผลพวงของสงครามสมัยสงครามโลกครั้งที่2ได้เป็นอย่างดี

กิจกรรมปั่น กิน เที่ยวที่กาญจนบุรีหมดไปแบบชิวๆ พอได้เหงื่อและได้ความสุขจากการพบเจอผู้คนระหว่างทางทริปนี้เราชิมลางเส้นทางการปั่นแค่ในตัวเมืองกาญจนบุรีเท่านั้น ทริปหน้าก็เลยตกลงปลงใจกับเพื่อนสาว เป็นที่เรียบร้อยว่าจะลองมาปั่นจักรยาน ชมป่าเขาลำเนาไพรของเมืองกาญจนบุรีดูบ้าง ซึ่งก่อนอื่นต้องขอกลับไปฟิตร่างกาย และเตรียมพร้อมเรื่องอุปกรณ์จักรยานให้ดีเสียก่อน อีกไม่นานคงได้เจอกันทริปต่อไป…แบกจักรยานขึ้นรถไฟสถานนีน้ำตก-กาญจนบุรีแน่นอน

Share On Facebook
Share On Twitter
Share On Google Plus