หลังจากผ่านพ้นช่วงฝึกงานหฤโหดมาหมาดๆ ผมกับเพื่อนก็หมายมั่นจะออกไปเที่ยวกันเป็นการส่งท้ายชีวิตวัยรุ่นให้ตัวเองสักหน่อย พ่อนักศึกษาแพทย์แว่นหนาเพื่อนร่วมทางของผมก็เห็นดีเห็นงาม บอกว่าอยากออกไปทำตัวเหลวไหลบ้างก่อนจะเปิดเทอมแล้วต้องกลับไปจมอยู่กับเลือดกับหนอง เด็กบัญชีอย่างผมดีดลูกคิดดิจิตอลดูแล้ว ด้วยต้นทุนอันจำกัดจำเขี่ยของเราจะให้ไปเที่ยวเมืองนอกอย่างเขาคงไม่ไหว สุดท้ายจึงตกลงได้ว่าเราจะซื้อแพ็คเกจไปเช้าเย็นกลับกับนั่งรถไฟเที่ยวกาญจนบุรีกันครับ

วันเสาร์เช้าตรู่ก็ได้เวลารวมตัวที่หัวลำโพงเพื่อนั่งรถไฟเที่ยวกาญจนบุรี พี่หมอจัดแจงซื้อตั๋วทริปน้ำตก 2 ใบ ใบละ 120 บาทถ้วน เป้าหมายหลักคือน้ำตกไทรโยคน้อย จ.กาญจนบุรี ปกตินั่งรถไฟเที่ยวกาญจนบุรีเที่ยวนี้จะออกจากสถานีหัวลำโพงทุก 6.30 น. วันเสาร์-อาทิตย์ครับ บางวันอาจเต็มได้ เพื่อความชัวร์ควรโทรจองก่อนสักวันสองวัน เป็นรถชั้น 3 ไม่มีแอร์ ความหรูหราก็ตามราคาแหละครับ วันนี้คนเยอะพอสมควร มีสาวมอปลายกลุ่มหนึ่งเหมาไปเกือบ 20 ที่ได้ ไอ้เราจะชี้เป้าให้เพื่อนเหล่สาวสักหน่อย ไอ้พี่หมอดันเอาแต่ก้มหน้าอ่านตำรามะเร็งลำไส้ใหญ่ซะงั้น กองเชียร์เซ็ง!

นั่งรถไฟเที่ยวกาญจนบุรี เวลา 7.40 น. ก็มาถึงเป้าหมายแรกคือสถานีนครปฐม ให้เวลาเดินเล่นครึ่งชั่วโมง หลังจากไหว้พระปฐมเจดีย์เป็นการเจาะบัตรว่ามาถึงแล้วเรียบร้อย ก็แวะทานข้าวหมูแดงขึ้นชื่อเป็นอาหารเช้ากัน ก่อนจะวิ่งแจ้นกลับไปขึ้นรถไฟเพื่อออกเดินทางกันต่อ

11 โมงตรงก็มาถึงสะพานข้ามแม่น้ำแคว ต.ท่ามะขาม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของนั่งรถไฟเที่ยวกาญจนบุรี เป็นสะพานเหล็กยาว 300 เมตร สามารถเดินข้ามไปอีกฝั่งของสะพานได้ เดินไปถ่ายรูปไปเพลินๆ ครับ แต่บนสะพานผู้คนล้นหลาม จะถ่ายมุมก้มมุมเงยหรือตีลังกาถ่ายยังไงก็ถ่ายติดชาวบ้านเขาอยู่นั่นเอง ไอ้พี่หมอเลยแก้ปัญหาโดยการเซลฟี่เดี่ยวซะหน้าบานเต็มเฟรม ไม่เห็นคนอื่นเลย แม้แต่สะพานก็ไม่เห็น เอากับมันสิก่อนจะกลับขึ้นรถ เจ้าหน้าที่แนะว่าควรซื้อเสบียงพกห่อไปด้วย เพราะกว่าจะถึงน้ำตกที่กาญจนบุรีก็อีกหลายชั่วโมง ซึ่งก็จริงดังว่าครับ ผ่านไปพักเดียวผมกับไอ้พี่หมอก็แทบจะนอนพะงาบๆ เพราะขาดน้ำ ลำพังอากาศก็ร้อนเปรี้ยงอยู่แล้ว เสบียงที่ตุนมาก็ดันเป็นมันฝรั่งทอดถุงเท่าหมอนกับช็อกโกแลต เป็นหมอซะเปล่าทำอะไรไม่ปรึกษาสุขภาพเพื่อนฝูงเลย

ระหว่างทางนั่งรถไฟเที่ยวกาญจนบุรีเราจะผ่านทางรถไฟสายมรณะ หนึ่งในแลนด์มาร์กห้ามพลาดของกาญจนบุรี เป็นสะพานไม้เก่าตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ลัดเลาะไปตามหน้าผา แล่นไปก็ขโยกเขยกไป ไม้ลั่นอี๊ดอ๊าด ผู้คนบนรถแห่กันไปยืนดูวิวที่หน้าต่างฝั่งหน้าผา ทำเอาผมกับไอ้หมอนั่งตัวเกร็งอยู่อีกฝั่งของรถ พยายามใช้น้ำหนักที่สะสมมานานปีรักษาสมดุลรถเอาไว้ ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ว่ารถมันจะตะแคงกลิ้งลงเขาไปสักวันรึเปล่า

บ่ายโมงนิดๆ นั่งรถไฟเที่ยวกาญจนบุรีเราก็มาถึงน้ำตกไทรโยคน้อย กาญจนบุรี มีเวลาเที่ยว 2 ชั่วโมงก่อนที่รถจะออกตอนบ่ายสามโมง น่าเสียดายที่ฤดูนี้น้ำน้อยไปหน่อย แต่ถึงอย่างนั้นผู้คนก็ยังล้นหลามอย่างกับเกษตรแฟร์ เด็กๆ เล่นน้ำกันเยอะมาก แต่วันนี้เราไม่ได้เอาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนเลยต้องขอบายครับ มีร้านขายอาหารเครื่องดื่มครบเครื่อง มีกระทั่ง 7-11 ผมกับไอ้หมอไม่รอช้า วิ่งปร๊าดเข้าไปซื้อน้ำขวดใหญ่แช่เย็นเจี๊ยบมากินกันแห้งตาย ไม่อย่างนั้นมีหวังตาลายพุ่งหลาวลงไปซดโฮกในน้ำตกแล้วชาวบ้านเขาจะตกใจเอา

เวลาแห่งความสุขผ่านไปไวเสมอครับ เผลอแป๊บเดียวก็ได้เวลาต้องกลับกรุงเทพฯ กันแล้ว ถ้ามาเที่ยวกันเองสามารถนั่งรถต่อไปน้ำตกไทรโยค อ.ทองผาภูมิ กาญจนบุรี ได้ อุทยานมีบ้านพักให้บริการด้วย ก่อนออกจากกาญจนบุรีคราวนี้เราไม่มีทางพลาดซ้ำสอง จัดการตุนน้ำดื่มไว้เต็มเอี้ยดอย่างกับจะออกทะเลทรายไปอัญเชิญพระคัมภีร์ก็ไม่ปาน ขนาดบ่ายแก่แล้วอากาศยังร้อนไม่ปราณีปราศรัย ผมกับไอ้หมอหลับเป็นตาย ลืมตามาอีกทีก็มาโผล่ที่หัวลำโพงตอนสองทุ่มกว่าแล้ว เห็นทีผมกับไอ้หมอจะต้องแยกย้ายกันเสียที วันหน้าคงได้กลับมากอดคอลุยกันอีกเมื่อชาติต้องการ และหวังว่าตอนนั้นมันจะไม่เอาหนังสือมะเร็งลำไส้เล็กมานะ!