เวลาที่เราเศร้าจิตใจเรามักจะมืดมน และร่างกายก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไร แม้แต่อาหารจานโปรดก็ยังไม่อยากจะแตะ เพื่อนรักของฉันเห็นฉันเศร้าอยู่นาน จึงชักชวนกึ่งบังคับให้ไปเที่ยวที่บ้านของเธอ อืม…นั่นสินะ จะว่าไปตั้งแต่คบกันมานานนับสิบปี ฉันก็เคยไปเที่ยวบ้านเธอแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แล้วก็ไปแค่บ้านเธอกับสะพานข้ามแม่น้ำแควเสียด้วยสิ ใช่แล้วล่ะ บ้านของเธออยู่ที่ “จังหวัดกาญจนบุรี” หรือที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่าเมืองกาญฯ

กาญจนบุรีได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งทองคำแห่งภาคตะวันตกของไทย (กาญจน+บุรี=เมืองทองคำ) เพราะจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เมืองกาญฯ เป็นจังหวัดที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมายทั้งป่าไม้ แร่ธาตุ ทั้งยังมีอดีตที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามาจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ดังนั้นแม้เมืองกาญฯ จะไม่ใช่จังหวัดอันดับต้นๆ ที่ผู้คนจะเลือกมาเที่ยว แต่เมืองกาญฯ มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม-นั่นคือข้อมูลเท่าที่ฉันจำได้…

ตอนนั่งรถตู้ฉันรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อยเพราะนานๆ ได้ออกมาไกลจากเมืองหลวงบ้าง นั่งรถชมวิวประมาณสองชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงตัวเมืองกาญฯ เมื่อฉันและเพื่อนลงรถ พี่สาวของเพื่อนก็เดินมารับ เธอมาจอดรถรออยู่แล้ว “เดี๋ยวพาไปนอนริมแม่น้ำแคว ชมแสงสีเสียง” เธอพูดยิ้มๆ ทำให้ฉันคิดว่าเธอคงพูดเล่น เพราะงานแสงสีเสียงสะพานข้ามแม่น้ำแควที่โด่งดังของเมืองกาญจนบุรีก็เพิ่งจะผ่านพ้นไป

พี่สาวขับรถพาฉันและเพื่อนไปทานข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งอร่อยไม่เบา ฉันกินเพลินจนลืมว่ากำลังลดความอ้วน จากนั้นพี่สาวก็ขับรถออกจากตัวอำเภอเมืองกาญฯ มุ่งหน้าสู่อำเภอไทรโยค เมื่อรถวิ่งห่างจากเมือง ป่าไม้และภูเขาก็ปรากฏชัดขึ้น สองข้างทางก็เต็มไปด้วยที่พักและสถานที่ท่องเที่ยวใหญ่น้อย ส่วนมากจะเป็นรีสอร์ทซึ่งอิงแอบอยู่กับป่าเขา เมืองกาญจนบุรีมีแหล่งท่องเที่ยวที่คงความเป็นธรรมชาติมากๆ ฉันเห็นคนที่พักส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ และท่าทางเขาจะชอบอะไรแบบนี้มากกว่าคนบ้านเรา

หลังจากลดเลี้ยวไต่เขาชมธรรมชาติกันมาพักใหญ่ พี่สาวก็พาเลี้ยวเข้ามาที่รีสอร์ทที่ดูแปลกตาแห่งหนึ่ง “โยโกะ รีสอร์ท กาญจนบุรี” ป้ายด้านหน้าเขียนไว้ เมื่อจอดรถเดินลงมาก็พบกับการตกแต่งสถานที่แบบผสมผสาน ซึ่งมีทั้งรูปปั้นทั้งของเก่าโบราณดูแปลกตาจริงๆ แต่ที่พักนั้นน่าสนใจยิ่งกว่าเพราะอยู่ริมแม่น้ำแคว มองออกไปเห็นแม่น้ำแควไหลรี่ แถมยังมีชิงช้าผูกไว้ให้แกว่งเล่นชมแม่น้ำเสียด้วย แหม ชักจะติดใจ โยโกะรีสอร์ท กาญจนบุรีเสีย แล้วสิ
ก่อนอาหารเย็นพี่สาวบอกให้ฉันและเพื่อนขึ้นรถ จะพาไปทานอาหารเย็นและชมแสงสีเสียง ฉันก็ยังงงๆ อยู่ว่ามันจะมีได้ยังไง พี่สาวก็ไม่ยอมบอก จนกระทั่งพี่สาวเลี้ยวรถเข้ามาที่ “บ้านริมแคว-แพริมน้ำ-กาญจนบุรี” รีสอร์ทอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ริมแม่น้ำแควเช่นกัน ฉันจึงได้เห็นว่าที่ตั้งของรีสอร์ทแห่งหนึ่ง มองเห็นทางรถไฟสายมรณะที่เลียบหน้าผาไปได้อย่างชัดเจน หลังอาหารเย็นวันนั้น พวกเราและนักท่องเที่ยวอีกหลายสิบคนก็ได้มานั่งชมรายการ “มินิไลท์แอนด์ซาวด์” ที่ทางรีสอร์ทจัดขึ้น โดยมีแสง สี เสียง เป็นพระเอก และทางรถไฟสายมรณะเป็นฉากหลัง เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงกับการแสดงที่มีแสงและเสียง ให้เราจิตนาการเอง จะว่าไปก็สนุกและแปลกดีไม่น้อย มันทำให้ฉันสนใจเรื่องประวัติศาสตร์ของเมืองกาญฯ อย่างที่ไม่เคยสนใจมาก่อน

คืนนั้นเราหลับสบายดี ตื่นแต่เช้าก็มารับอากาศบริสุทธิ์ริมแม่น้ำแคว โยโกะ รีสอร์ท และ บ้านริมแคว-แพริมน้ำ นับเป็นสองรีสอร์ทในเมืองกาญฯ ที่ทำให้ฉันประทับใจ และลืมความเศร้าหมองในใจไปได้ ดูเหมือนการจ้องมองสายน้ำไหล คงจะช่วยพัดพาความทุกข์ให้ไหลไปตามน้ำได้กระมัง
ขณะที่นั่งรถตู้กลับกรุงเทพฯ เพื่อนถามว่า สบายใจขึ้นแล้วสินะ ฉันหันไปพยักหน้าและยิ้ม คราวนี้ฉันคงจะต้องจดบันทึกไว้ในใจว่า เเมืองกาญฯ ช่วยฟื้นจิตใจฉันให้กลับมาสดชื่นได้มากจริงๆ