เมียงมองป่าเขา มองมาน้ำฟ้า มีใครบ้างมั้ย ใหญ่อยู่ค้ำฟ้า อย่ามาทำลายธรรมชาติ …หึย หึย  …เพลงเรกเก้เพลงนี้ น้าจ๊อบ บรรจบ แกแต่งได้อารมณ์มากครับ ยิ่งได้มาเที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงามในกาญจนบุรีแล้ว ทำให้วัยใกล้จะเกินรุ่นอย่างผมนึกถึงเพลงนี้ เพลงที่เหมาะกับสถานที่งดงามของธรรมชาติที่คุ้มค่าสำหรับผม

สำหรับการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ที่กาญจนบุรีครั้งนี้ถือว่าตอบโจทย์สำหรับคนที่ชอบเดินชมป่าไม้ลำเนาไพรแบบลุยๆ อย่างเรามากครับ ถ้าอยากได้ความคุ้มเหมือนการผจญภัยหลายๆ ที่ล่ะก็ต้องที่นี้เลยครับ แล้วอย่าลืมอ่านป้ายคำเตือนหรือแผนที่สักนิดแล้วจะเที่ยวสนุกและปลอดภัยครับ

ประเดิมทีแรกของทริปชมธรรมชาติที่กาญจนบุรีเราเริ่มเดินจากตัวอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ไม่กี่นาทีก็จะเจอกับปากถ้ำ เป็นทางเข้าสู่ถ้ำธารลอดน้อย ครับ ชื่อนี้อาจจะมาจากการที่มีสายน้ำไหลภายในถ้ำก็ว่าได้ ระหว่างการเดินต้องระมัดระวังศีรษะด้วยนะครับ เพราะบางจุดเพดานหินจะค่อนข้างต่ำเดี๋ยวจะเดินไปชนหินเหมือนเจ้าต้นเพื่อนผม ดีที่หัวมันหนาเหมือนหน้าครับ…  ระหว่างทางเราจะได้เห็นหินงอกหินย้อยสวยๆ มากมาย บางจุดเป็นม่านหินลักษณะเหมือนน้ำตกที่กำลังไหลลงมาสวยงามเลยทีเดียว ตามจุดต่างๆ จะมีแสงไฟส่องสลัวๆ เป็นระยะๆ (ในใจกลัวกระสือจะออกมาสิครับ) อาจเป็นเพราะถ้ำแห่งนี้มืดมากทำให้ถ่ายรูปไม่ค่อยได้ดั่งใจเท่าไหร่ครับ เราเดินชมหินไปเรื่อยๆ อากาศข้างในค่อนดีและสดชื่นเลยอาจเป็นเพราะสายธารน้ำไหลที่ลอดถ้ำมา มีส่วนในการสร้างเป็นบรรยากาศที่สดชื่นเย็นสบายครับ เดินได้ไม่นานก็จะถึงปากทางออกของถ้ำแล้วเป็นระยะทางประมาณ 300 เมตรที่ถือว่าเร็วเหมือนกัน  อ่อ…ระหว่างทางจะเห็นค้างคาวจำนวนมากและเขียดน่ารักๆ หน้าตาคิกขุให้เราได้เซลฟี่เป็นของฝากกาญจนบุรีกันด้วยครับ…ผมนี่กรี๊ดลั่นเลย !

จากถ้ำธารลอดน้อยในอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ก็มีทางเดินไปยังน้ำตกไตรตรึงษ์ ซึ่งเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของกาญจนบุรี จากปากทางออกของถ้ำไปยังน้ำตกนั้นก็ประมาณ 1.5 กิโลเมตรครับ ระหว่างทางเดินจะเป็นป่าไม้นานาพันธุ์ล้อมรอบตลอดเส้นทางถือว่าเป็นเส้นทางค่อนข้างสบายเลยล่ะ ไม่นานเราก็ถึงตัวน้ำตกกันแล้ว ซึ่งมีอยู่ 3 ชั้นด้วยกัน ดูช่องทางการไหลและซอกซอนของน้ำก็คงจะตกไปยังถ้ำธารลอดน้อยครับ เราหยุดเก็บภาพสายธารและม่านน้ำตกที่ไหลลงมาอย่างใจจดใจจ่อ บ้างเป็นแอ่งให้สามารถลงเล่นน้ำได้ เราเลยอยู่กันตามแอ่งน้ำตื้นๆ ยืนแช่น้ำกันหอมปากหอมคอตรงนั้น เพราะต้องไปยังชั้น 2 ต่อ  แต่…ยิ่งสูงก็ยิ่งชันครับต้องลัดเลาะตามหน้าผาของน้ำตกพอสมควร จนมาถึงชั้นที่ 2 ที่เป็นเหวผมมองไปด้านล่างช่างดูหวาดเสียวดีครับ สักพักเราจึงเดินต่อไปยังชั้นที่ 3 แต่…ก็เริ่มเหนื่อยกันแล้วสิครับ  เฮ้อ…ยังดีที่มีราวบันไดไว้ไต่ไว้จับอยู่บ้าง แต่เมื่อมาถึงก็หายเหนื่อยครับเพราะชั้นที่ 3 ถือว่าเป็นทิวทัศน์ที่สวยที่สุดของน้ำตกแห่งนี้เลยทีเดียว เราเก็บภาพความประทับใจและนั่งพักพอให้หายเหนื่อย เพราะแหงนหน้าขึ้นไปเป้าหมายด้านบนพบว่า ..เรามาถึงจุดจุดนี้ได้ยังไงกัน…จุดที่เราจะเดินลงไปก็จะเสียฟอร์มชายฉกรรจ์ เดินขึ้นต่อไปก็จะไกลยิ่งนัก  ห้าห้า

สำหรับเป้าหมายสุดท้ายก็จะเป็นการเดินต่อไปยัง ถ้ำธารลอดใหญ่ ในอุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์เพื่อปิดทริปผจญภัยกับธรรมชาติ ณ กาญจนบุรีได้อย่างสมบูรณ์ครับ ระหว่างทางขึ้นก็ต้องไต่บันไดลิงเหมือนเดิมครับ แต่จะเพิ่มความยากมากขึ้นเพราะทั้งชันและถี่ บางช่วงก็ไม่มีบันไดจึงต้องระมัดระวังพอสมควร  เมื่อเดินขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะมีจุดนั่งพักที่มองเห็นทิวทัศน์ของภูเขาไกลๆ  ซึ่งเป็นจุดที่มีลมพัดเย็นสบายดีเหมือนกัน ถึงจุดนี้เราก็ชักเริ่มล้า แต่ใกล้จะถึงเป้าหมายแล้วเราจึงกัดฟันต่อซึ่งไม่นานก็ถึงถ้ำแล้วครับ ตลอดทางก็จะเห็นหินน้อยหินใหญ่งอกเงยที่ปกคลุมด้วยต้นไม้มากมาย บางจุดก็มีหินขนาดใหญ่ที่ล้อมรอบศีรษะเรา  ให้อารมณ์เหมือนเข้าไปอยู่อีกมิตินึงเลยทีเดียว บ้างก็จะเห็นก้อนหินตั้งกองเรียงกันคล้ายฝีมือมนุษย์น่าจะเป็นความเชื่ออะไรสักอย่าง บ้างก็เป็นภาพวาดสีพญานาคที่เป็นพิธิกรรมทางความเชื่อของชาวกะเหรี่ยง เดินไปเรื่อยๆ ก็จะพบเห็นผาหินที่เป็นช่องถ้ำเล็กถ้ำน้อย ที่มีความมืดอันน่าพิศวงกลัวไอ้เจ้าไอซ์เพื่อนผม  จะทุบไก่ลากไปกินในถ้ำซะเหลือเกิน…  เราเก็บภาพความสวยงามได้หลายภาพเหมือนกัน โดยเฉพาะส่วนของด้านบนที่เป็นลักษณะปล่องถ้ำที่มีแสงสาดส่องลงมาแลดูสวยงามยิ่งนัก สถานที่แห่งนี้จึงเหมาะสำหรับช่างภาพหรือผู้ที่ชื่นชอบศึกษารูปลักษณ์ของผาหินขนาดใหญ่ได้ดี  …เป็นการปิดทริประยะทางเกือบ 3 กิโลเมตรที่รู้สึกหอบกิน เอ๊ย มีความสุขสำหรับพวกเราครับ

อุทยานแห่งชาติเฉลิมรัตนโกสินทร์ที่กาญจนบุรี สถานที่แห่งนี้ผมยกให้เป็นเสมือนขนมหวานไทยที่มีชื่อว่า รวมมิตรน้ำกะทิ ครับ เพราะเป็นขนมมีสีสันที่หลากหลายและเครื่องเคียงที่ชวนน่ารับประทาน รวมมิตรในความหมายของผมก็คือ สีสันแห่งความงดงามของถ้ำต่างๆ ความร่มรื่นของป่าไม้และความใสสะอาดของน้ำตก ส่วนเครื่องเคียงก็เป็นความอดทนของเราที่จะพิชิตสถานที่สวยงามเหล่านั้นอย่างไร สุดท้ายก็แค่ราดน้ำกะทิหอมๆ ลงไป เสมือนความชื่นชมและความรับผิดชอบที่มีต่อธรรมชาติ จะมากจะน้อย จะเลี่ยน จะหวานก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความชอบของเราครับ  “ผมนี่หิวเลยครับ..”