ในเขตอำเภอชายแดนถิ่นทุรกันดาร อ.สังขละบุรีแห่งนี้ เมื่อหลายสิบปีก่อนคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะมีการก่อสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ๆ ขึ้นมาสักอย่างหนึ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่เหนือความยากลำบากและอุปสรรคใดๆ ของความทุรกันดารก็คือศรัทธาของมวลชน สะพานมอญ สังขละบุรี จึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากศรัทธาของเหล่ามวลชนชาวไทยเชื้อสายมอญ ทั้งประชาชนและพระสงฆ์ที่รวมพลังศรัทธากันสร้าง จนกำเนิดเป็นสะพานไม้เชื่อมสองฟากฝังแม่น้ำขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านให้ชีวิตผู้คนทั้งสองฝั่งได้พึ่งพาอาศัยและทำประโยชน์แก่ผู้คนต่างๆ อย่างนานานับประการ
ที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ” ณ สะพานแห่งนี้มีชีวิต” ก็คงจะไม่ผิดความหมายเท่าไหร่นัก

ภาพยามเช้าของหลากหลายชีวิตที่สัญจรข้ามไปมาระหว่างสองฝั่งนั้น ทั้งผู้คนที่ออกเดินทางกันไปทำงาน ศาสนิกชนที่ออกมาทำบุญ นักท่องเที่ยวที่ออกมาเดินเล่นถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน เด็กชาวมอญไกด์อาสาตัวน้อยที่คอยบอกเรื่องราวและความเป็นมาของสะพานมอญ ตลอดจนร้านรวงขายของฝากของกินที่หลากหลายทั้งสองฟากฝั่ง เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า

สะพานมอญนี้มีชีวิตเพราะเป็นที่พึงพาอาศัยหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนหลายทั้งสองฟากฝั่ง แต่บางช่วง บางห้วงเวลา ดั่งคำพุทธศาสนสุภาษิตได้กล่าวไว้ “กาลเวลาย่อมกลืนกินทุกสรรพสิ่ง” สะพานมอญก็หลีกหนีกฎของธรรมชาติข้อนี้ไปไม่ได้เหมือนกัน บางปีในช่วงฤดูน้ำแรง น้ำหลาก สายน้ำอันเชี่ยวกรากก็ได้พัดพาทำลายสะพานบางส่วนจนพังขาดออกจากกัน ชีวิตของผู้คนที่อาศัยสะพานมอญแห่งนี้เพื่อการดำรงชีพก็แทบจะขาดหายออกจากกันไปด้วย ภาพของความเงียบเหงาของชีวิตที่ผู้คนที่หายไปทำให้สะพานมอญดูเหมือนจะหมดชีวิตไปทันที

สะพานมอญเกิดขึ้นเพราะพลังศรัทธาของมวลชน เมื่อพังเสียหายไปแล้วก็ต้องฟื้นคืนด้วยศรัทธาของมวลชน หลังจากน้ำพัดพังเสียหายไปแล้วไม่นานนัก สะพานมอญจึงได้รับการซ่อมบำรุงให้กลับมาเปิดใช้งานได้ และดูเหมือนจะมีชีวิตกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เสาไม้ซุงทุกต้น ไม้กระดานที่นำมาทำพื้นทางเดิน ตะปู หมุดยึดทุกอย่างที่ประกอบรวมกันเป็นสะพานมอญแห่งนี้ ล้วนแต่มีร่องรอยที่บ่งบอกถึงการรับใช้ผู้ที่เดินสัญจรผ่านไปผ่านมาอย่างมากมายหลายรุ่นต่อหลายรุ่น จากคำบอกเล่าและสื่อสารต่อๆ กันไป ของผู้คนที่เคยเดินทางมาเยี่ยมเยียนสะพานมอญ จึงได้นำพาผู้คนจากทั่วทุกสารทิศต่างๆ ได้แวะมาเยี่ยมเยียนและสัมผัสถึงคำว่า “สะพานแห่งนี้มีชีวิต” ความหมายนั่นก็คือชีวิตที่เกิดจากการดำรงชีพของผู้คนในท้องถิ่น ชีวิตที่ก่อให้เกิดพลังศรัทธา จึงทำให้สะพานมอญพลอยกลายเป็นดูมีชีวิตชีวาตามตามผู้คนไปด้วย

ในบางครั้งก็อดเผลอคิดไปไม่ได้ว่า หากไม่มีสะพานมอญ ณ อำเภอสุดเขตชายแดนแห่งนี้ ใครเล่าจะมาเยี่ยมเยียนเที่ยวหา นำเรื่องราวไปบอกกล่าวกับผู้คนที่อยู่ในโลกอีกฝั่งหนึ่ง หรือที่นี่ก็อาจจะกลายเพียงเป็นดินแดนที่ถูกลืมในแผนที่สุดเขตประเทศไทยฝั่งตะวันตกก็เป็นได้